วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

คัมภีร์ Kung Fu House จัดทัพ อัพชีพจร

                                                            คัมภีร์ชูกำลัง
        Kung Fu House
                                                   (ฉบับจัดทัพ อัพชีพจร)

                                ในการท่องยุทธภพ สำหรับเจ้าสำนักหน้าใหม่คงมีสิ่งแปลกใหม่ และอุปสรรคต่างๆมากมาย  อีกทั้งยังคงมีคำถามในใจที่ยังหาคำตอบไม่ได้  แต่เชื่อได้ว่าเจ้าสำนักหน้าใหม่ทุกท่านคงอยากจะได้คำตอบที่เป็นความจริง  และเป็นแนวทางที่เป็นมาตรฐานของยุทธภพ  ดังนั้นคัมภีร์ฉบับ “จัดทัพ ชูกำลัง” จะไขความลับสวรรค์เหล่านั้นให้  ตามมาดูกัน
ไขความลับค่า Status

HP  :  อันนี้คงรู้กันทุกคนคือ  การเพิ่มค่าพลังของศิษย์  ยิ่งอัพมากเลือดก็ยิ่งมาก  ซึ่งสิ่งที่บอกว่าศิษย์ตัวไหนเน้น HP บ้างคงต้องไปดูที่ข้อมูลศิษย์  จะมีตัวอักษรใต้เลเวลสีแดงอ่อนเขียนว่า  “กาย”  เช่น ศิษย์ไคว่หัวหวัง  จะเขียนว่า “ฝึกวรยุทธกาย” หมายถึง ศิษย์คนนี้เด่นทางด้าน  กำลัง  และ HP เป็นต้น

กำลัง  :  ความแรงในการโจมตีของศิษย์  ซึ่งมีผลทั้งการโจมตีแบบธรรมดา และแบบวิชา  จึงสรุปได้ว่าถ้ากำลังของศิษย์ตัวไหนมาก  ก็ย่อมโจมตีได้รุนแรง ทั้งแบบธรรมดา และแบบวิชา  คำบอกไบ้สีแดงอ่อนจะเขียนว่า “วรยุทธ” หรือ “ฝีมือเลิศล้ำ”  เช่น มู่หยงฟู่ จะเขียนว่า “ท่าร่างวรยุทธ” หมายถึงเด่นทางด้าน ท่าร่าง กับ กำลัง   ส่วนอีกหนึ่งตัวอย่างคือ อาเฟย จะเขียนว่า “ฝีมือเลิศล้ำ” เด่นทางด้านกำลัง เป็นต้น


วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

Kung Fu House คำภีร์ฉบับเริ่มท่องยุทธ

                                                                        คัมภีร์ชูกำลัง
        Kung Fu House
                                                      (ฉบับเริ่มท่องยุทธ)

                หากว่าด้วยเรื่องหนังจีนกำลังภายใน  เพื่อนๆหลายๆคนคงจำกันได้ว่าในอดีตนั้น  ในช่วงเวลาตอนเย็น หรือบ่ายวันเสาร์ – อาทิตย์  จะต้องมีหนังจีน แนวกำลังภายใน ท่องยุทธภพ  ให้เราได้ดูกันแบบมีจินตนาการแอบแฝงอยู่ตลอดเวลา  และในปัจจุบันนี้  จินตนาการเหล่านั้นถูกนำมาสร้างเป็นเกมส์บนโทรศัพท์  ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android ก็สามารถได้ท่องจินตนาการไปได้ทั้ง 2 ระบบปฎิบัติการ  ซึ่งเกมส์ที่ว่านี้มีชื่อว่า “Kung Fu House” ถ้าแปลเป็นไทยได้  คงจะมีชื่อว่า “บ้านจอมยุทธ” (อันนี้คิดเองนะครับ เดี๋ยวหาว่าแปลมั่ว 555+)
                เข้าเรื่องเลยครับ  เกมส์นี้เป็นแนวเกมส์ Adventure โดยมี Energy ใช้เพื่อเดินเกมส์ครับ  ซึ่งในเกมส์นี้จะมีเมนูต่างๆมากมายดังนี้
 
หน้าจอแสดงหลัก


วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เสียงข้างมาก เหนือกว่าเสียงข้างน้อย ?

                                เสียงข้างมาก  เหนือกว่าเสียงข้างน้อย ?




จะขออธิบาย คำว่า  “เสียงข้างมาก กับ เสียงข้างน้อย” ในปัจจุบันอย่างนี้ครับ  ถ้าในประเทศทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่าเสียงข้างมากยอมรับกับสภาพสังคมและการปกครองที่เป็นอยู่ ก็ถือว่าจบครับ ไม่ต้องคิดต่อ  แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า  เสียงข้างน้อยที่ว่านี้เขาก็มีสิทธิที่จะออกมาปกป้องการดำรงชีวิต และอนาคตของลูกหลานของพวกเขาครับ  ดังนั้นถ้าจะอ้าง "ประชาธิปไตย" ก็คงต้องมองให้ลึกถึงแก่นของคำว่า "ประชาธิปไตย" ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่ามีอยู่ 2 ฝั่งคือเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อย  เสียงข้างใดเยอะกว่าแล้วจะสามารถทำอะไรกับประเทศก็ได้  และในทางกลับกันเสียงข้างน้อยที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายกู้ชาติครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรกับประเทศนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน  แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็มีสิ่งหนึ่งครับที่ทุกคนจะได้ประโยชน์และควรจะคิดเผื่ออนาคตไว้ว่า  "หากมีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง  ในครั้งนี้เกิดขึ้นได้  และสามารถยกระดับคุณภาพของสังคมไทย ให้มีจริยธรรม ธรรมาภิบาลที่ดี อีกทั้งระบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม" พวกคนที่เป็นเสียงข้างมากจะยินดีด้วยหรือไม่  แต่หากไม่เห็นด้วยหรือไม่ยินดี  มันก็จะเกิดคลื่นใต้น้ำ 2 ลูก อยู่ในประเทศไทยไปตลอด  ยกตัวอย่างอย่างสมัยสงครามโลก ครั้งที่2 ที่ญี่ปุ่นยึดไทยเป็นฐานที่ตั้ง(เมื่อ 8 ธ.ค.2484)  และประเทศไทยก็แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ รัฐบาลกับขบวนการเสรีชน  ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้น คือ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น(ฝ่ายอักษะ) แต่ฑูตไทยในอเมริกา ตอนนั้นคือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่ยอมรับทราบในการกระทำของรัฐบาล(คือการอารยขัดขืน)  แล้วได้ติดต่อกับนายปรีดี พนมยงค์ ในเมืองไทย เป็นผู้นำฝ่ายเสรีชน  จนกระทั่งเมื่อสงครามสงบ (เมื่อ 16 ส.ค.2488) ฝ่ายอักษะแพ้สงคราม  ไทยก็แพ้ด้วยเพราะเป็นพันธมิตร  แต่สุดท้ายไทยกลับประกาศว่าสงครามเป็นโมฆะ ซึ่งอเมริกา เป็นผู้รับรอง และสุดท้ายไทยประกาศเลิกสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศษตามมา  จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้  ไม่แตกต่างจากสภาวะปัจจุบันของไทยแม้แต่น้อยครับ  และครั้งนี้คนไทยก็ต้องเลือกทางออกให้กับประเทศอีกครั้งแล้วครับ ว่าจะเลือกทางเดินให้กับประเทศอย่างไร  จะเลือกเป็นเสียงข้างมาก(พันธมิตรฝ่ายอักษะ) หรือจะเลือกเป็นเสียงข้างน้อย(ขบวนการเสรีชน)  By Special_Pong


วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

"การลงทุนในตลาดเงินไม่สามารถทำให้รวยได้ในระยะสั้น แต่นักลงทุนต้องเน้นการลงทุนในระยะยาวเพื่อความเป็นไปได้ที่สูงกว่าครับ"

                                                ลงทุนในกองทุน  อย่างไรให้ปลอดภัย

            หลายๆคนคงรู้จักกองทุนรวม  และอีกหลายๆคนคงเคยได้ลงทุนในกองทุนรวมกันบ้างแล้ว  บางคนก็ประสบความสำเร็จ  บางคนก็เจ็บตัว เจ็บใจมาไม่ใช่น้อย  เอาเป็นว่าคนที่เคยประสบความสำเร็จ  คุณมั่นใจหรือไม่ว่าที่คุณว่ากำไร มันโชคช่วย หรือฝีมือ  และสำหรับคนที่เจ็บตัว ก็ลองศึกษาวิธีการลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัยที่ผมกำลังจะแนะนำกันดูนะครับ  งั้นขอเริ่มต้นความสำคัญลำดับแรกในการลงทุนกันเลยครับ

ผู้ลงทุนต้องทราบวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่แน่ชัด  คือ คนที่จะเริ่มลงทุนในกองทุนรวมนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาความต้องการของตัวเองให้เจอเสียก่อน  มิเช่นนั้นคุณจะไม่สามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณได้ และคุณจะหลงทางไปตลอดในเส้นทางการลงทุนของคุณ

 ตัวอย่างเช่น  ผมตั้งเป้าหมายในการซื้อกองทุนก็เพื่อ จะมีสวัสดิการในยามเกษียณอายุ  ระยะเวลาที่ผมคาดหวังคือ 20 – 30 ปี    โดยที่ผมต้องการมีเงินตอนเกษียรอายุเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ( เป็นตัวเลขในการลงทุนที่ผมคาดการไว้จริงๆครับ)

จะเลือกซื้อกองทุนรวมอย่างไร ตัวไหนดี มันดูยังไง ? 

   อันนี้เป็นขั้นที่ 2 ภายหลังที่เราได้ทราบเป้าหมายที่เราวางไว้แล้วครับ  หลักในการเลือกซื้อกองทุนหลักๆนะครับ มีดังนี้
1.)   ให้ดูผลประกอบการย้อนหลังไปประมาณ 5 – 10 ปี  ว่าผลการดำเนินงานดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือไม่  ซึ่งตรงนี้สามารถไปศึกษาได้จาก “หนังสือชี้ชวน” ของกองทุนรวมนั้นๆ

2.)      หากเป็นไปได้ควรให้น้ำหนักไปที่  กองทุนรวมที่ฝ่าวิกฤตปี 2540 มาได้  เนื่องจากกองทุนดังกล่าวมีการบริหารความเสี่ยงได้ดี  ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้พอสมควรว่าเงินต้นเราจะไม่หายไปไหนง่ายๆ  และในทางกลับกันควรระมัดระวังกองทุนรวม ที่พึ่งจัดตั้งและมีผลประกอบการร้อนแรงในช่วงเริ่มต้นไว้ให้ดี

3.)     กองทุนรวมที่ดี และที่เหมาะสมกับนักลงทุนที่คาดหวังระยะยาว   ควรจะต้องมีเงินปันผล  และมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ (ไม่จำเป็นต้องทุกปี เพราะช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คงไม่มีกองทุนรวมที่ไหนทะลึ่งจ่ายแน่นอน )

4.)      หากเป็นไปได้ควรเข้าไปดูนโยบายการบริหารของแต่ละกองทุน  ว่ามีหลักในการบริหารอย่างไร  ยกตัวอย่าง ในกรณีของผมละกันครับ  ปัจจุบันผมซื้อกองทุนบัวแก้วปันผล(ของ ธ.กรุงเทพ) เขามีนโยบายการบริหาร แบบเน้นระยะยาว และเน้นการลงทุนแบบระมัดระวัง  ซึ่งหมายความว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นร้อนแรง กองทุนนี้ก็กำไรไม่สูงเท่ากับกองทุนอีกหลายๆตัว(แต่ก็มีกำไรที่ไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น)  แต่ในทางกลับกันหากปีใดตลาดหุ้นเริ่มแย่  กองทุนนี้ก็จะขาดทุนน้อยกว่ากองทุนอื่นๆ ที่มุ่งเน้นผลกำไร มากกว่าความระมัดระวัง เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

มาเริ่มต้นทำความรู้จักกองทุนรวม กันนะครับ

                                                        เริ่มต้นรู้จัก “กองทุนรวม”
            อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในเรื่องก่อนหน้าว่าจะขอพูดถึงเรื่องกองทุนรวม  ซึ่งเป็นเรื่องที่โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในการวางแผนทางการเงิน  และผมก็เชื่อว่า “กองทุนรวม” เป็นสิ่งที่หลายคนเคยได้ยิน และอยากจะสัมผัสดูสักครั้ง  แต่ด้วยเหตุผลหลายประการที่ทำให้ยังไม่ได้สัมผัสเจ้ากองทุนรวมสักกะที  ก่อนอื่นเลยนะครับ  ต้องขออนุญาติเล่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับการลงกอทุนในตลาดเงินสักหน่อยนะครับ  คือว่าตัวผมเนี่ยเคยเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์(Marketing)  หรือที่คนทั่วไป ชอบเรียกติดปากว่า “โบรกเกอร์” แต่อันที่จริงแล้ว คำว่าโบรกเกอร์ คือบริษัทหลักทรัพย์   ส่วนเจ้าหน้าที่แนะนำและคีร์คำสั่งซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ เขาเรียกว่า Marketing  ซึ่งตอนนั้นประมาณปี 2550    และต่อมาได้ลงทุนในตลาดหุ้นเองเมื่อประมาณปี 2552  และล่าสุดได้เข้ามาลงทุนในกองทุนรวมครั้งแรกเมื่อ 27 มีนาคม 2555   ในส่วนเรื่องตลาดหุ้นอย่าพึ่งไปสนใจนะครับ ( เอาไว้ในโอกาสหน้าจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังครับ )  ครั้งนี้จะขอโฟกัสเฉพาะกองทุนรวมก่อนครับ  เอาเป็นว่าพอจะรู้ประสบการณ์คร่าวๆในการลงทุนของผมบ้างแล้ว  งั้นขอเริ่มต้นด้วยความหมายของคำว่า “กองทุนรวม” โดยใช้ภาษาแบบง่ายๆอธิบายนะครับ

กองทุนรวม  คือ  สถาบันหรือบริษัท ที่อาสานำเงินของผู้ที่ต้องการลงทุน  ไปบริหารแทนเจ้าของเงิน  โดยมีเงื่อนไขการลงทุนตามนโยบายที่ได้วางไว้   ซึ่งเจ้าของเงินจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ สถาบันหรือบริษัทนั้นๆ

                สรุปได้ว่า  เราให้คนอื่นยืมเงินเราไปลงทุนแทนเรา  ก็เหมือนกับว่าเราลง ”เงิน”  ส่วนคนอื่นก็ลง “แรงและความคิด”  ส่วนค่าธรรมเนียมที่ว่าก็เปรียบเสมือนเป็น “ค่าจ้าง”