วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์ ภาค2

กลับมาแล้วครับตามคำสัญญาที่บอกเอาไว้ว่าจะมาเพิ่มเติมจากเมื่ออาทิตย์ก่อน  งั้นผมไม่รอช้าแล้วครับ มาเริ่มกันเลยครับ  ( ภาค 2 )


ติดแก๊สรถยนต์ คุ้มหรือเสีย ยังไง ? (ภาค2)

           จากเรื่องราวเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ผมได้แชร์เรื่องการตัดสินใจติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์ไปนั้น  ครั้งนี้จะมาขอแชร์เพิ่มเติม  ว่าด้วยเรื่อง การเลือกยี่ห้อผลิตภัณฑ์ , การเลือกร้านติดตั้ง , ความคุ้มค่า , ปัญหาในการใช้งาน และรวมไปจนถึงวิธีการดูแลเบื้องต้น
          ขอเริ่มเรื่องแรกที่  การเลือกยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ก่อนนะครับ  หลายๆคนคงเคยได้ยินโฆษณาระบบแก๊สรถยนต์จากทางทีวี , วิทยุ และสื่อต่างๆ ไปบ้างแล้ว  โดยที่ในประเทศไทยเรามีเจ้าใหญ่ๆด้วยกัน 3 เจ้า  คือEnergy Reform , Versus , AC  แต่ที่เคยได้ยินบ่อยๆจะเป็น 2 แบรนด์แรก  แต่จากการที่ผมสอบถามมาจากผู้รู้และในอินเตอร์เน็ต  ทั้ง 3 แบรนด์หลักๆนี้  ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่  เพราะส่วนใหญ่ชุดอุปกรณ์ติดตั้งก็มาจากอิตาลีกันทั้งนั้น  จะแตกต่างกันก็ต้องที่ Software  ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็โฆษณาในจุดเด่นของตัวเอง  ดังนั้นผมจึงมองว่าทั้ง 3 ยี่ห้อ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ  ที่เหมาะสมแก่การติดตั้งทั้ง 3 แบรนด์ครับ  ดังนั้นหลักในการตัดสินใจติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์(หลักการส่วนตัว) คงเหลือเพียง 2 ข้อดังนี้

1.)    ราคา  :  ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา  2 ยี่ห้อแรก จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่า  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการทำการตลาดในเรื่องของการโฆษณาในสื่อที่หลากหลาย  จึงอาจทำให้ต้นทุนสูงกว่ายี่ห้อหลัง

2.)    เทคโนโลยี  :  ทั้ง 3 ยี่ห้อนี้ก็มีระบบการทำงานของระบบที่ไม่แตกต่างกัน  แต่จะแตกต่างกันตรงที่เทคโนโลยี  อย่างเช่น  Versus  มีระบบตัดแก๊สที่ด้านหน้ากระโปรงรถยนต์  หากมีปริมาณแก๊สรั่วออกมาในปริมาณที่ตั้งค่าไว้  ก็จะมีเจ้ากล่องตัวหนึ่งตัดระบบแก๊สทั้งระบบ ( แล้วเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน)  เป็นต้น

          จากหลักการส่วนตัวของผม  จึงตัดสินใจติดตั้งยี่ห้อ  AC  ทั้งนี้เนื่องจากข้อ 1.  คือมันถูกกว่าชาวบ้านเขา และอีกอันก็คือ เป็นเจ้าแรกที่เข้ามาในเมืองไทย (แต่การตลาดอาจจะสู้ 2 ยี่ห้อที่ว่าไม่ได้)  หลังจากการที่เราเลือกยี่ห้อที่จะติดตั้งได้แล้ว  อันดับต่อไปเราก็ไปหาร้านที่รับติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์กัน
           
เริ่มต้นการค้นหาร้านติดตั้งระบบแก๊ส  วิธีการที่ผมใช้ค้นหามีดังนี้

1.) ในยุค Social Network อย่างนี้ พวกเราคงมีอาจารย์คนเดียวกันนะครับ  งั้นลงมือค้นหาใน Google กันเลยครับ  โดย Search ยี่ห้อที่สนใจ  พร้อมทั้งระบุจังหวัด กันเลยครับ

2.)   หากได้ร้านที่เป็นตัวแทนติดตั้งแล้ว  ให้โทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นกันก่อนเลย  ซึ่งสิ่งที่ควรจะสอบถามก็มีดังนี้  ราคา , ระยะเวลาติดตั้ง , มีประกันภัยหรือไม่ , มีใบวิศวะกรรับรองหรือไม่  ซึ่งเป็นคำถามที่ผมมองว่าสำคัญ

      3.)    หากคุยเบื้องต้นแล้วผ่าน  ก็ให้เข้าไปที่ร้านกันเลย   สิ่งที่ควรดูก็คงเป็นเรื่องของเครื่องไม้ เครื่อง             มือ , ปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการ , และสุดท้ายที่สำคัญสุดๆคือ ช่างที่มาคุยกับเรามีความรู้จริง                 หรือไม่  หรือแค่อยากจะขายเท่านั้น ( ช่างที่ดีควรแนะนำ Series ระบบแก๊สที่เหมาะกับรถยนต์ของ             เรา  ไม่แนะนำ Series ที่สูงเกินไป เพราะมันจะไม่ให้ประโยชน์สูงสุดกับรถยนต์ของเรา)



          จากการที่ผมได้ค้นหาร้านที่รับติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์จากอาจารย์ Google แล้ว  ผมก็โทรไปแต่ละที่  และได้ข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป  จนสุดท้ายมาจบที่ร้านๆหนึ่ง ( ชื่อร้าน Toyo2009 ) ร้านนี้อยู่ในจังหวัดภูเก็ตนะครับ  ก็ได้พูดคุยกับเจ้าของอู่ครับ  ซึ่งเผอิญว่าเจ้าของอู่เคยเป็นครูฝึกช่างที่ Toyota มาก่อน  อันนี้โดนมากครับ  เพราะรถยนต์ที่เราใช้ก็ Toyota  แถมพี่แกคุมงานด้วยตัวเองด้วย  แต่ในตอนแรกผมติดเรื่องของราคานิดหน่อยครับ  เพราะร้านแกก็ไม่ถือว่าถูกนะครับ ( ตอนที่ติดตั้ง 26,000 บาท) แต่ตอนนั้นก็คิดเผื่ออนาคตแล้วว่า  ถ้าช่างมีความรู้ เราก็อุ่นใจ  แถมเจ้าของร้านคุมงานติดตั้งเอง ( อันนี้แหละเด็ด เพราะว่าหากงานออกมาไม่ดี จะได้ด่าถูกตัวล่ะทีนี้ 555+) ก็เลยใจง่าย ตกลงใจติดตั้งร้านนี้เลย

         สรุปในการติดตั้งนะครับดังนี้

  • ติดตั้งระบบแก๊สยี่ห้อ AC
  • ใช้ถังแคปซูล ขนาด 58 ลิตร พร้อมขาตั้ง ใช้เวลาในการติดตั้ง 2 วัน เพราะต้องเชื่อมขาตั้งถังแก๊ส  (แต่ถ้าติดตั้งถังโดนัท ใช้เวลาติดตั้งเพียงวันเดียวครับ แต่ต้องเพิ่มเงินอีกครับ)

                                                     ( อันนี้ครับเป็นถังแก๊สที่อยู่ด้านหลังรถผม )
                                             วันไหนแก๊สที่บ้านหมดก็ยกเอาไปใช้แทนได้ครับ 555+

          ตอนแรกกะจะติดโดนัท  แต่คิดๆดู  อย่างแรกต้องเพิ่มตัง  อย่างที่สอง ต้องเอายางอะไหล่ออก อย่างที่สาม ความจุถังลดลง เลยตัดสินใจติดถังแคปซูล  สรุปจ่ายไป 26,000 บาท (ตัวเบา)

                        เป็นรูปเครื่องยนต์ผมเองครับ  แทบจะมองไม่ออกครับว่าติดตั้งระบบแก๊สแล้ว

        จากที่ได้ติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์ ตั้งแต่สิงหาคม 55 จนถึงปัจจุบันตุลาคม 56  ผมจะสรุปความคุ้มค่า และข้อเสียของการใช้งาน มาให้ฟังครับ

ความคุ้มค่า

1.) ประหยัดค่าพลังงานเชื้อเพลิง : ประหยัดเท่าไหร่เหรอครับเรามาดูกัน  (คิดราคาน้ำมันที่ 36.50 บาท)
สมมติฐาน
น้ำมัน
แก๊ส
SAVE
เติม
500.00
500.00
0.00
ราคาต่อลิตร
36.50
13.98
22.52
ลิตร
13.70
35.77
22.07
ระยะทาง
180.00
343.61
163.61
กม. / ลิตร
13.14
9.61
-3.53
บาท / กม.
2.78
1.46
1.32
อันนี้เรามาดูกันว่าถ้าเติม 500 บาท  ระหว่างแก๊สกับน้ำมัน  จะเห็นได้ว่าราคาแก๊สถูกกว่าราคาน้ำมันถึง
22.52 บาท  ทำให้ได้ปริมาณลิตรมากกว่า 22.07 ลิตร  จึงทำให้สามารถวิ่งได้ไกลกว่าเดิมอีก 163.61 กิโลเมตร (ถึงแม้ว่าอัตราการเผาไหม้ของแก๊สจะสิ้นเปลืองกว่าน้ำมัน 3.53 กม.ต่อลิตรก็ตาม)  ถ้าสรุปให้น่าสนใจก็ต้องบอกว่า  “ถ้าใช้น้ำมันจ่าย  2.78 บาทต่อกิโลเมตร  ถ้าเติมแก๊สจ่าย 1.46 บาทต่อกิโลเมตร)”  ( น่าสนเปล่าครับ )

2.) เวลาจอดรถยนต์ทิ้งไว้  ขณะที่สตาร์ทเครื่อง(อยู่ในระบบแก๊ส) จะไม่เหม็นกลิ่นควันเหมือนระบบน้ำมันครับ  จะได้กลิ่นเป็นแก๊สแทน(ก็สดชื่นไปอีกแบบน่ะ)

3.) ทำให้รถยนต์เรามี 2 พลังงานคือ แก๊ส กับ น้ำมัน  ซึ่งทำให้สามารถเดินทางได้ระยะทางไกลขึ้น  แถมหมดปัญหาเรื่อง  น้ำมันจะหมดต้องรีบเติม  หรือ แก๊สจะหมดต้องรีบเติม  ( กลายเป็นรถยนต์ Hybrid ครับเป็นไงล่ะ ไฮโซป่ะ ) ถ้าเอาแบบว่าเติมเต็มถังทั้งน้ำมัน และแก๊ส เอาแบบคร่าวๆนะครับวิ่งได้ 1,000 กิโลเมตรเห็นจะได้  (แบบว่าวิ่ง กรุงเทพฯ – ภูเก็ต ได้สบายรวดเดียว)

          จากข้อดีทั้ง 3 ข้อนี้ผมถูกใจข้อ 1 กับ 3 เป็นที่สุดส่วนข้อ 2 ถือสะว่าเราช่วยลดโลกร้อนกันนะครับ 
ต่อไปเรามาดูข้อเสีย และปัญหากันบ้างครับ

ข้อเสีย และปัญหา

1.)  อันดับแรกเลยนะครับ  จากการที่ผมใช้ถังแคปซูล  จึงจำเป็นที่จะต้องไว้กระโปรงหลังรถ  จึงทำให้เวลาไปต่างจังหวัด  หรือไปซื้อของตามห้างครั้งล่ะเยอะๆ ต้องใช้ความพยายามและต้องคิดเผื่อครับ  เพราะว่าเหลือพื้นที่ไว้สำหรับใส่ของน้อยลงครับ ( พื้นที่ใส่ของหายไปประมาณ 25% ) แก้ได้ด้วยติดถังโดนัท (แต่ยางอะไหล่ก็หายไปอีก แถมความจุถังก็ลดลง) แก้ปัญหา 1 ได้ ก็เจอปัญหา 2 อีกนะ 555+

                           ก็ยังสามารถใส่ของได้เยอะครับ  แต่ว่าของที่ชิ้นใหญ่ๆก็ใส่ลำบากครับ

2.)  เวลาขายต่อจะทำให้ราคารถยนต์ลดลง
3.)  อัตราการเร่งของเครื่องยนต์ลดลงนิดหน่อย (แต่ก็ยังเหยียบขึ้น 120-140 แบบสบายๆ)
4.)  น้ำกลั่นจะแห้งเร็วกว่าเดิม (สำหรับแบ็ตเตอร์รี่น้ำ)
5.) ต้องเข้าอู่(ร้านที่ติดตั้งให้) บ่อยกว่าปกติ  เนื่องจากต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยกว่าเดิมนิดนึง และเพื่อเช็คสภาพระบบแก๊ส (ให้ช่างจูนระบบครับ)
6.) เครื่องยนต์สั่น  ตอนแรกที่ติดตั้งไม่มีอาการนี้  แต่พอใช้สัก 3-4 เดือน เริ่มมีอาการสั่นของเครื่องยนต์  แต่พอเข้าไปที่อู่เขาก็ปรับจูนชุดอุปกรณ์ให้ใหม่  อาการก็เป็นปกติ (คงประมาณเหมือนทำศัลยกรรมน่ะครับ  อะไรที่เพิ่มเติมจากของดั่งเดิม ก็ต้องมีการแก้ไขตามอาการกันไป)

   พยายามลองคิดหาปัญหาเพิ่มเติมแล้วครับ  นึกได้เพียงเท่านี้ครับ(หากคิดได้เพิ่มจากนี้จะรีบมาอัพเดทนะครับ)  งั้นขอต่อในส่วนของการดูแลรักษานะครับ (อันนี้ระยะยาวสำคัญที่สุดนะผมว่า)

      การดูแลรักษา หลังจากติดระบบแก๊สรถยนต์

1.)  ควรจะเติมน้ำมันหล่อเลี้ยงเครื่องไว้ไม่ต่ำกว่าครึ่งถังเสมอ  เพราะว่ายังไงเสียเครื่องยนต์ก็ยังต้องการน้ำมัน  แล้วอีกอย่างเวลาสตาร์ทเครื่อง  ยังสตาร์ทด้วยระบบน้ำมันเสมอ (อันนี้ผมเคยครับ น้ำมันเหลืออยู่นิดหน่อย กระพริบๆแล้ว แถมขับกระพริบมาสักพักแล้วด้วย  เวลาสตาร์ทเครื่องผลปรากฎว่า รถสตาร์ทไม่ติดนะครับ เลยแก้ไขด้วยการสตาร์ทด้วยแก๊ส ซึ่งควรใช้เฉพาะฉุกเฉินจริงๆนะครับ)

2.) เวลาขับไปต่างจังหวัดไกลๆ ควรสลับระหว่างการใช้ระบบแก๊ส กับน้ำมัน เพื่อลดความร้อนของเครื่องยนต์ด้วยนะครับ  หลายคนเข้าใจว่าติดแก๊สก็วิ่งแก๊สอย่างเดียว(ประหยัด) จริงๆแล้วมันจะทำให้อายุของเครื่องยนต์สั้นลงครับ (จากความร้อนที่สูงกว่าระบบน้ำมัน)

3.)  หมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนครบอายุสัก 1,000 – 2,000 กิโลเมตร  เพราะเนื่องจากว่าการใช้ระบบแก๊สมันจะทำให้เผาไหม้ด้วยความร้อนที่สูงกว่าปกติ  จึงทำให้น้ำมันเครื่องอาจจะหมดสภาพก่อนวัยอันควรครับ  ( อันนี้คนขับรถยนต์ประจำน่าจะรู้สึกครับ  ถ้าเริ่มเหยียบคันเร่งแล้ว ความเร็วไม่ค่อยจะขึ้น รอบเครื่องยนต์เริ่มตื้อๆ อาจแสดงได้ว่าน้ำมันเครื่องเริ่มหนืดแล้วล่ะครับ)

4.)   เวลาเราไปติดตั้งระบบแก๊ส จะได้คู่มือมาเล่มนึง  ซึ่งทางร้านเขาก็จะเขียนรายละเอียดต่างๆว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว  และวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้วหลังจากการติดระบบแก๊สรถยนต์  ซึ่งเขาจะนัดตรวจเช็คระบบ รวมไปถึงปรับจูนชุดอุปกรณ์ ตามระยะทางที่วิ่งไปแต่ละรอบครับ(เหมือนตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ที่ศูนย์อะไรทำนองนั้น) ซึ่งเราควรเข้าไปให้ตรงตามที่ช่างเขาแนะนำครับ (เหมือนคนก็ไปพบแพทย์ ส่วนรถยนต์ก็ไปพบหมอเครื่องยนต์) ซึ่งหลักๆเขาจะเปลี่ยนที่กรองแก๊ส +  เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง  

                                         หน้าตาของเจ้าคู่มือ ขอเรียกมันว่าสมุดพกล่ะกันครับ

          หากผู้ขับขี่ดูแลรถยนต์  ผมเชื่อว่าสุขภาพของรถท่านก็จะดีเช่นกันครับ   สุดท้ายนี้นะครับ ขอสรุปความคุ้มค่าในแบบฉบับของผม  สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ

                 เรื่องของเงินในกระเป๋า  :  จากเดิมเติมน้ำมันเดือนละ 6,000 บาท  เหลือเติมแก๊ส 2,800 +
น้ำมัน 500 รวมเป็น  3,300 บาท ประหยัดไปประมาณ 2,700 บาท  เท่ากับว่าลงทุนติดตั้งไป 26,000 บาท
สามารถหาจุดคุ้มทุนได้จาก 26,000 หาร 2,700  เท่ากับ 9.63 เดือน  เท่ากับว่าใช้ไม่เกิน 10 เดือนก็หลุดค่าติดตั้งแล้วครับ  ( โอ้พระเจ้ายอด มันจอร์ดมาก ซาร่า )

                เรื่องของความสบายใจ : เคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั๊ยครับ  เวลาเพื่อนฝูงนัดไปไหนที่ไกลจากบ้านเรามากๆ แล้วเราจะนึกในใจว่า ( ฮ่า นี้ จะนัดไกลไปไหนว่ะ สาดดด )  ตอนใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก ผมก็คิดอย่างนั้นแหละ จะไปไหนทีก็คิดหน้าคิดหลัง  แต่พอหลังจากติดตั้งเชื้อเพลิงแก๊สเป็นหลัก  เวลาจะไปไหนไกลๆก็จะคิดเป็นอีกแบบ ( ประมาณว่า ไกลแค่ไหนก็ จิ๊บๆ ขอแค่นายเ่อ่ยมา ฉันจะไป ไม่ลังเล )

                เป็นยังไงบ้างครับ  เพื่อนๆนึกอยากจะติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์ขึ้นมารึยัง 555+  งั้นผมคงขอปิดเรื่องของระบบแก๊สรถยนต์ไว้เพียงเท่านี้นะครับ  แต่ถ้าผมมีประสบการณ์อื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ ไว้จะมาอัพเดทให้ฟังนะครับ  ในครั้งหน้าจะเขียนเป็นเรื่องอื่นบ้างแล้วครับ  รบกวนช่วยฝากผลงานไว้ในอ้อมกอด อ้อมใจด้วยนะครับ   By Special_Pong

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น