วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

เรียนรามอย่างไร ให้จบ 3 ปี เกียรตินิยม โดยไม่ต้องพึ่งติวเตอร์ ?

เรียนรามฯ อย่างไร
ให้จบ 3 ปี ( เกียรตินิยม )
เรียนเอง ไม่ต้องพึ่งติวเตอร์ ตอนที่ 1

          ก่อนจะเล่าถึงประสบการณ์เรียนราม  ก็ขอแนะนำตัว และที่มาของผมให้เพื่อนๆทราบเสียก่อนนะครับ  ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด  ซึ่งตอนเรียนมัธยมจัดได้ว่าเป็นเด็กหลังห้อง  พอว่างก็เตะบอล หนังสือหนังหาไม่เคยอ่านหรอกครับ  ส่วนเรื่องเกรดเฉลี่ยนั้น เคยได้เกรดต่ำสุดตอนเรียนอยู่ที่ 1.71 มากสุดไม่เกิน 2.15  เป็นไงบ้างล่ะครับ  เกรดแบบนี้ไม่ต้องพูดถึงตอนเอนทรานซ์นะครับ (ไม่ติดอยู่แล้วล่ะครับ) จึงทำให้มหาวิทยาลัยที่ผมใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กๆคือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ( 555+ พูดจริงนะเนี่ย) งั้นขอเริ่มเลยนะครับ ก่อนจะเริ่มผมขอโชว์ของก่อนละกันครับ  เอาเป็นว่าผมเขียนมาจากประสบการณ์เรียนจริง และมีเจตนาเพื่อให้รุ่นน้องได้ใช้ศึกษาเป็นแนวทางในการเรียนให้สำเร็จครับ



เริ่มเข้าเรียน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้อย่างไร แล้วเรียนคณะไหน ?
สาเหตุที่เลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง  อันดับแรกเลยคือ เป็นมหาวิทยาลัยเปิด(ไม่ต้องสอบ) ในตอนนั้นคิดเพียงว่าเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับคนอกหักจากมหาวิทยาลัยปิด(แต่ปัจจุบันไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว)  อีกเหตุผลที่เลือกเรียนคือ ค่าหน่วยกิจถูกที่สุดในโลก  ตอนที่ผมเรียนนั้น ปี 2544  หน่วยกิจละ 25 บาท  1 วิชามี 3 หน่วยกิจ ก็วิชาละ 75 บาท ถูกมากอ่ะ  ถ้าคิดตลอดหลักสูตร  ต้องเรียนให้ครบ 145 หน่วยกิจ  จ่ายเพียง  3,625 บาท (อันนี้ไม่รวมค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมต่างๆนะครับ) ก็เลยตัดสินใจเรียนเลย เพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับพ่อแม่ (อารมณ์แบบว่าทำเรื่องหนักใจให้ท่านมามากละ คราวนี้ขอเรียนไถ่โทษ)  ในตอนนั้นผมเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์  อันนี้เพราะว่า ตอนดูข่าวเศรษฐกิจไม่รู้เรื่องเลย  ก็เลยอยากรู้เรื่องกับเขาบ้าง  ประกอบกับในตอนนั้น รายการของคุณไตรภพ สัมภาษณ์คุณนาวิน ต้า  ซึ่งพึ่งจบคณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตร  ได้เกียรตินิยมอันดับ1(เหรียญทอง) ตอนนั่งดูผมคิดในใจ  อยากได้บ้างอ่ะ  จะทำให้ดู  แต่ในมุมพ่อแม่แล้ว  ผมเคยถามท่านดูนะครับ  ท่านบอกว่าไม่รู้ว่าผมจะเรียนจบหรือเปล่า (ตอนถามนั้นคือตอนที่ผมเรียนจบแล้วนะครับ)

เริ่มเข้าปี 1 : ออกเดินทางไกลจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

ตามล่าหาศิษย์กะ วิธีหาศิษย์ขั้นกะ Kung Fu House

                                                                        คัมภีร์ชูกำลัง
        Kung Fu House
                                     ฉบับ ตามล่าหาศิษย์กะ(หากันแบบไหน)
            ห่างหายจากการเขียนคัมภีร์ไปเดือนกว่าๆ  แต่พอได้เห็นว่าคัมภีร์ชูกำลังมีเพื่อนๆสนใจมากมาย   เลยต้องนำความลับสวรรค์มาบอกเพิ่มเติม  คราวนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เหล่าชาวยุทธชาว KFH ให้ความสำคัญและสนใจเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้  ซึ่งก็คือเรื่องของการหาศิษย์กะ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สำนักแข็งแกร่งขึ้นมาได้แบบรวดเร็ว  งั้นขอเริ่มเลยละกันครับ
                เป็นที่ทราบกันดีว่า  ระบบเกมส์ เป็นการสุ่มโอกาสการได้มาของศิษย์  โดย แบ่งเป็นศิษย์เต็ง  , เปี้ย , อิก , กะ(หายากสุดๆ)  ณ ตรงนี้ขอบอกแบบตามตรงว่า  สำนักชูกำลัง2 ของตัวกระผมนั้น มีศิษย์กะที่ลงค่ายกลเพียง 3 ตัวเท่านั้น ( จริงๆแล้วมี 4 ตัว แต่หายไปไหน 1 ตัว โปรดติดตามต่อนะครับ อุ๊บ ระหว่างเขียนคัมภีร์ฉบับนี้ กดร้อยลี้เลือกหนึ่งของฟรี ได้รับอิตเต็ง มาด้วยง่ะ สรุปได้กะเพิ่มมาอีกตัว แต่ต้องนั่งสำรองไปก่อน 555+)
วิธีรับสิทธิ์กะ มีดังนี้

1.)    เราจะได้ศิษย์กะเริ่มต้น 1 ตัว  ตอนเริ่มต้นการท่องยุทธภพ  คือ เราจะได้ศิษย์ 1 ใน 3 ตัวนี้ คือ ไคว่หัวหวัง  ,  จิวหมอจื้อ  ,  เยิ่นหว่อสิง  ผมขอเรียกแก๊งนี้ว่า  “แก๊ง 3 ช่า” แล้วกันนะครับ (สาเหตุที่เรียกแบบนี้ต้องติดตามกันต่อครับ  มีที่มาจริงๆ ) สำนักชูกำลัง2 ของผม ตอนเริ่มต้นได้รับ “ไคว่หัวหวัง” ปัจจุบันยังยืนอยู่เป็นศิษย์หัวหน้าค่าย
 
พี่ไคว่ศิษย์กะคนแรกของสำนักผม

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

คัมภีร์ Kung Fu House จัดทัพ อัพชีพจร

                                                            คัมภีร์ชูกำลัง
        Kung Fu House
                                                   (ฉบับจัดทัพ อัพชีพจร)

                                ในการท่องยุทธภพ สำหรับเจ้าสำนักหน้าใหม่คงมีสิ่งแปลกใหม่ และอุปสรรคต่างๆมากมาย  อีกทั้งยังคงมีคำถามในใจที่ยังหาคำตอบไม่ได้  แต่เชื่อได้ว่าเจ้าสำนักหน้าใหม่ทุกท่านคงอยากจะได้คำตอบที่เป็นความจริง  และเป็นแนวทางที่เป็นมาตรฐานของยุทธภพ  ดังนั้นคัมภีร์ฉบับ “จัดทัพ ชูกำลัง” จะไขความลับสวรรค์เหล่านั้นให้  ตามมาดูกัน
ไขความลับค่า Status

HP  :  อันนี้คงรู้กันทุกคนคือ  การเพิ่มค่าพลังของศิษย์  ยิ่งอัพมากเลือดก็ยิ่งมาก  ซึ่งสิ่งที่บอกว่าศิษย์ตัวไหนเน้น HP บ้างคงต้องไปดูที่ข้อมูลศิษย์  จะมีตัวอักษรใต้เลเวลสีแดงอ่อนเขียนว่า  “กาย”  เช่น ศิษย์ไคว่หัวหวัง  จะเขียนว่า “ฝึกวรยุทธกาย” หมายถึง ศิษย์คนนี้เด่นทางด้าน  กำลัง  และ HP เป็นต้น

กำลัง  :  ความแรงในการโจมตีของศิษย์  ซึ่งมีผลทั้งการโจมตีแบบธรรมดา และแบบวิชา  จึงสรุปได้ว่าถ้ากำลังของศิษย์ตัวไหนมาก  ก็ย่อมโจมตีได้รุนแรง ทั้งแบบธรรมดา และแบบวิชา  คำบอกไบ้สีแดงอ่อนจะเขียนว่า “วรยุทธ” หรือ “ฝีมือเลิศล้ำ”  เช่น มู่หยงฟู่ จะเขียนว่า “ท่าร่างวรยุทธ” หมายถึงเด่นทางด้าน ท่าร่าง กับ กำลัง   ส่วนอีกหนึ่งตัวอย่างคือ อาเฟย จะเขียนว่า “ฝีมือเลิศล้ำ” เด่นทางด้านกำลัง เป็นต้น


วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

Kung Fu House คำภีร์ฉบับเริ่มท่องยุทธ

                                                                        คัมภีร์ชูกำลัง
        Kung Fu House
                                                      (ฉบับเริ่มท่องยุทธ)

                หากว่าด้วยเรื่องหนังจีนกำลังภายใน  เพื่อนๆหลายๆคนคงจำกันได้ว่าในอดีตนั้น  ในช่วงเวลาตอนเย็น หรือบ่ายวันเสาร์ – อาทิตย์  จะต้องมีหนังจีน แนวกำลังภายใน ท่องยุทธภพ  ให้เราได้ดูกันแบบมีจินตนาการแอบแฝงอยู่ตลอดเวลา  และในปัจจุบันนี้  จินตนาการเหล่านั้นถูกนำมาสร้างเป็นเกมส์บนโทรศัพท์  ไม่ว่าจะเป็นระบบ IOS หรือ Android ก็สามารถได้ท่องจินตนาการไปได้ทั้ง 2 ระบบปฎิบัติการ  ซึ่งเกมส์ที่ว่านี้มีชื่อว่า “Kung Fu House” ถ้าแปลเป็นไทยได้  คงจะมีชื่อว่า “บ้านจอมยุทธ” (อันนี้คิดเองนะครับ เดี๋ยวหาว่าแปลมั่ว 555+)
                เข้าเรื่องเลยครับ  เกมส์นี้เป็นแนวเกมส์ Adventure โดยมี Energy ใช้เพื่อเดินเกมส์ครับ  ซึ่งในเกมส์นี้จะมีเมนูต่างๆมากมายดังนี้
 
หน้าจอแสดงหลัก


วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เสียงข้างมาก เหนือกว่าเสียงข้างน้อย ?

                                เสียงข้างมาก  เหนือกว่าเสียงข้างน้อย ?




จะขออธิบาย คำว่า  “เสียงข้างมาก กับ เสียงข้างน้อย” ในปัจจุบันอย่างนี้ครับ  ถ้าในประเทศทุกคนคิดเหมือนกันหมดว่าเสียงข้างมากยอมรับกับสภาพสังคมและการปกครองที่เป็นอยู่ ก็ถือว่าจบครับ ไม่ต้องคิดต่อ  แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า  เสียงข้างน้อยที่ว่านี้เขาก็มีสิทธิที่จะออกมาปกป้องการดำรงชีวิต และอนาคตของลูกหลานของพวกเขาครับ  ดังนั้นถ้าจะอ้าง "ประชาธิปไตย" ก็คงต้องมองให้ลึกถึงแก่นของคำว่า "ประชาธิปไตย" ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่ามีอยู่ 2 ฝั่งคือเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อย  เสียงข้างใดเยอะกว่าแล้วจะสามารถทำอะไรกับประเทศก็ได้  และในทางกลับกันเสียงข้างน้อยที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายกู้ชาติครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรกับประเทศนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน  แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็มีสิ่งหนึ่งครับที่ทุกคนจะได้ประโยชน์และควรจะคิดเผื่ออนาคตไว้ว่า  "หากมีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง  ในครั้งนี้เกิดขึ้นได้  และสามารถยกระดับคุณภาพของสังคมไทย ให้มีจริยธรรม ธรรมาภิบาลที่ดี อีกทั้งระบบของผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องยุติธรรม" พวกคนที่เป็นเสียงข้างมากจะยินดีด้วยหรือไม่  แต่หากไม่เห็นด้วยหรือไม่ยินดี  มันก็จะเกิดคลื่นใต้น้ำ 2 ลูก อยู่ในประเทศไทยไปตลอด  ยกตัวอย่างอย่างสมัยสงครามโลก ครั้งที่2 ที่ญี่ปุ่นยึดไทยเป็นฐานที่ตั้ง(เมื่อ 8 ธ.ค.2484)  และประเทศไทยก็แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ รัฐบาลกับขบวนการเสรีชน  ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้น คือ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น(ฝ่ายอักษะ) แต่ฑูตไทยในอเมริกา ตอนนั้นคือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่ยอมรับทราบในการกระทำของรัฐบาล(คือการอารยขัดขืน)  แล้วได้ติดต่อกับนายปรีดี พนมยงค์ ในเมืองไทย เป็นผู้นำฝ่ายเสรีชน  จนกระทั่งเมื่อสงครามสงบ (เมื่อ 16 ส.ค.2488) ฝ่ายอักษะแพ้สงคราม  ไทยก็แพ้ด้วยเพราะเป็นพันธมิตร  แต่สุดท้ายไทยกลับประกาศว่าสงครามเป็นโมฆะ ซึ่งอเมริกา เป็นผู้รับรอง และสุดท้ายไทยประกาศเลิกสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศษตามมา  จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้  ไม่แตกต่างจากสภาวะปัจจุบันของไทยแม้แต่น้อยครับ  และครั้งนี้คนไทยก็ต้องเลือกทางออกให้กับประเทศอีกครั้งแล้วครับ ว่าจะเลือกทางเดินให้กับประเทศอย่างไร  จะเลือกเป็นเสียงข้างมาก(พันธมิตรฝ่ายอักษะ) หรือจะเลือกเป็นเสียงข้างน้อย(ขบวนการเสรีชน)  By Special_Pong